khon's profileโลกอาจไม่กลมPhotosBlogLists Tools Help

Blog


    October, 2005

    ขำ


    user posted image
    ..
     
    ขำ
     
    ..
     
    ผมขำ
     
    ..
     
    อ่ะ
     
     
    October, 2005

    มอง มุม กลับ | กลับ มุม มอง


    ยังมีวิธีการทางวรรณกรรมอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งได้เป็นการขยายสื่อใหม่ๆออกไปอันถือได้ว่าเป็นนวัตกรรมใหม่ของวรรณคดี. Dadist Tristan Tzara, ผู้ซึ่งเขียนบทกวีโดยการโยนคำที่ได้ตัดมาจากหนังสือพิมพ์ต่างๆขึ้นไปบนอากาศแล้วปล่อยให้มันตกลงมา จากนั้นเขาก็จะแปะตัวพิมพ์คำเหล่านั้นเข้าด้วยกันตามที่มันล่วงหล่นลงมา

    บล็อคคราวที่แล้วของผมทำให้งุนงงกันไปหน่อยรึป่าวคับ นึกว่าร่วมสนุกกันแล้วกันนะคับ รางวัลก็ได้รับเป็นความมึนไปคนละมึนถึงสองมึนครึ่ง ทีแรกผมตั้งใจจะบอกที่มาที่ไปของการเขียนคราวที่แล้วไว้ใต้ข้อความบท(ที่ไม่)กวี แต่ก้อรู้สึกว่าลองให้คนอ่านปะทะกะมันตรงๆไปก่อนดีกว่า ลองดูๆ

    แล้วก็ได้พบคอมเมนต์ว่างงๆสมใจ (อ้าว) ที่จิงแล้วผมลองเขียนอะไรโดยการไร้เหตุผลนะคับ ด้วยว่าทุกวันนี้เราดำเนินชีวิต เสพ ดุ อะไรๆก็เป็นเหตุเป็นผลไปซะหมด เนื้อที่สมองเลยไม่ค่อยถูกใช้ไปในด้านจินตนาการซะเลย อันนี้ผมยอมไม่ได้นะ ไงๆคนเราก็ต้องลองมีชีวิตสุ่มๆเดาๆกันได้บ้าง

    เทคนิคที่ผมลองใช้ก้คือเทคนิคที่ชาวดาดาเคยใช้มาแล้วดังที่ผม(แอบ)อ้างไว้พารากราฟบน แต่ผมดัดแปลงวิธีการนิดหน่อย โดยการที่ผมไปดูตามเสปชที่เพื่อนๆเข้ามาคอมเมนต์ แล้วลองหลับตาลากเมาส์ผ่านข้อความของเพื่อนๆ แล้วก็กอปปี้มาใส่ในโน๊ตเพด เอามาเสปชละนิดละหน่อยค่อยๆรวบรวมจนได้เนื้อเรื่อง(ที่ไม่เป็นเรื่อง) มา 1 หน้า หลังจากนั้นผมก็ลองเลือกทีละสามคำ และก็อปปี้มาต่อกันให้มี 9 คำในหนึ่งบรรทัด การเลือกกอปก็แล้วแต่มือพาไป ไม่สนเรื่องความหมายใดๆนะคับ


    หลังจากนั้นก็กลายเป็น(อะไรไม่รู้ด้วย) 1หน้า ที่ทำทีว่าจะเป็นบทกวี ด้วยบางคำดันมีจังหวะที่ดูคล้ายสัมผัสเสียงกัน บางจะหวะก้อเกือบๆจะส่งความหมายอะไรออกมา เหมือนจะมีเรื่องราวแต่ก้อดูติดๆขัดๆ ก็สมควรแล้วที่คนเค้างงกัน (ผมก้องง) แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาครับ


    นั่นเป็นเจตนาอย่างนึงนะครับ การที่เราได้เผชิญกับกลุ่มถ้อยคำ ที่ต่างคนต่างมาจากหลายๆคนซึ่งมีพื้นเพต่างๆกัน การได้อ่านแบบนี้สำหรับผม มันเป็นรสชาดที่ไม่คุ้นลิ้นดี ยิ่งคนอ่านไม่ได้เป็นคนทำขึ้นมายิ่งสนุก เพราะอยู่ดีๆดันมาอ่านเสปชนี้เข้า(หลายคนคงเด้งออกไปอย่างกูละงง) ผมว่านะภาวะแบบนี้ทำให้เราได้คิดไปต่างๆนานา(ไม่จำเป็นว่าต้องคิดดีๆนะคับ)


    บางคนคงพยายามเชื่อมโยง บางคนพยายามหาความหมาย ว่าคนเขียนมันจะสื่ออะไร แต่บางคนก็คงเด้งออกไปก่อน(แป่ว) ไม่เป็นไร ถือว่าเรามาทดลองอะไรร่วมกันคับ เพราะคงจะไม่ค่อยมีใครเล่นอะไรแบบนี้ในเสปชเท่าไหร่นัก ถือว่าคุณซวยเอ้ยโชคดีแล้วกันที่ได้อ่าน เหอะๆ


    ถ้าผมเขียนแล้วจบตรงนี้เลย จะดูว่าผมไร้สาระมั้ยนี่ อย่าเลยมีสาระกะเค้าหน่อยนึงดีกว่า ผมว่านะบางทีโลกที่เราอยู่ๆกันเนี่ยมีอะไรๆซ่อนอยู่ในความธรรมดาของมันนี่แหละ ขึ้นอยู่ว่าเราจะมองจะหาหรือจะเห็นมันตอนไหน ถ้าใครมองโลกนี้ในวิธีเดียว หรือวิธีเดิมๆจนเกินไป เราก็อาจไม่พบอะไรใหม่เลยก้อได้ เราลองมามองดูโลกนี้หรือชีวิตบนโลกนี้แบบกลับซ้ายกลับขวา พลิกหัวพลิกหางดู หรือสลับลำดับการดูใหม่กันดีมั้ย


    บางทีนะลองเปลี่ยนมุมมองโลกนี้บ้าง มองมันทีเล่นทีจริงบ้าง โลกนี้น่ะน่ารักโคดๆเลยนะคับ ..

    October, 2005

    ลืม เป็น เรา เด็ก ฝัน ของ มือ



    ลืมรีบทำ สูงขนาด ทอดกระเทียม
    น้ำท่วมสูง ของผู้ฟัง ให้เสดเร็ว
    หัวใจสำ หรือว่าเพื่อน ถึงจะแค่
    พี่เราคิ มันแตกๆ ก็แหมมัน
    ..
    อยู่ที่ตัว ต้องเลือกอะ  อยู่สักหน่อย
    แหวะๆ อยาก มีเวลา ความจิงมัน
    เที่ยวกระจาย หลังจากไป ไม่เกี่ยวกะ
    ทำไม่ได้ เป็นวิชา สกปรก
    ..
    เกือบทุกวัน พื้นอารมณ์ เย็นก็เหอะ
    ไม่ได้อัพ รูปเพิ่มมา ที่เค้ายาง
    มุกกับพื้น เราไม่อยาก เมื่อวันก่อน
    หรือว่าเพื่อน ไปเลยครับ แล้วก้ไม่
    ..
    ได้ฟังถ้อย ก่อนมันแอบ จะต้องเป็น
    อย่างนี้มั่ง แต่ไม่มี ความเป็นจริง
    เด็กแบเบาะ มันต้องเลือก สาขาการ
    ซับซ้อนอยู่ กำชับว่า สกปรก
    ..
    เพิ่งจารู้ กะครอบครัว มีไรทำ
    กลุ่มเรากำ ฉันในช่วง เมนท์นะคับ
    อยู่สักหน่อย ท่องโก๋มา น้ำท่วมสูง
    เป็นวิชา คนเราอยู่ ฝันกะความ
    ..
    จาอ้วกอ่า ฮวยกะปา ศึกษาเร้ยยย
    ไหนทำไม เธอได้ฟัง จะแค่ตอน
    ของผู้ฟัง ธนาคาร เหอๆๆ
    คนคนหนึ่ง แต่ปลาทอด ที่ตัวเรื่อง
    ...
    เพิ่มมาจาก ก็ยากถ่าย มาทีไร
    เน่าสิ้นดี คำที่ซ่อน ทำคู่มือ
    เป็นที่เลื่อง พื้นอารมณ์ ไปนอนบ้าน
    ส่งให้เลย นัทหาไม่ ซะขนาด
    ..
     
    ลืมให้หรือเรา
    ต้องอยากจากเป็น
    วันที่เราไป
    ฟังความเด็กอยู่
    เพิ่งกำน้ำฝัน
    กะทำของปลา
    จากมือไปให้
    ..
    ลืม เป็น เรา เด็ก ฝัน ของ มือ
     
    October, 2005

    บางมุมไม่เคยถูกมอง

    "Fountain"
    Marcel Ducham


    ถ้าวันนึงบังเอิญคุณเดินเข้าไปในแกลลอรี่แห่งหนึ่ง แล้วพบกับงานศิลปะชิ้นข้างบนนี้ คุณรู้สึกอย่างไร ?


    ในปี ค.ศ.1917 Marcel Duchamp ทำให้ห้องแสดงภาพงานศิลปะแห่งหนึ่งรู้สึกตกอกตกใจ โดยการนำเอาโถปัสสาวะของผู้ชายมาแสดงในนิทรรศการศิลปะภายใต้ชื่องานครั้งนั้นว่า"น้ำพุ"(Fountain)


    กระบวนการอันนี้ ได้เริ่มต้นขึ้นมาราวช่วงต้นๆของศตวรรษที่ 20 เมื่อ Marcel Ducham ได้รวบรวม (หรือประดิษฐ์) ”found object” ขึ้นมา – อย่างเช่น โถปัสสาวะเซอรามิค, พลั่วตักหิมะ, ล้อรถจักรยาน มาใช้เป็นผลงานศิลปะ เป็นต้น – ทั้งนี้โดยช่วยสงเคราะห์ให้มันมีสถานะของศิลปะ ด้วยการจัดหาชื่อหรือ titles ให้กับพวกมัน และยังได้มีการเซ็นชื่อของศิลปินลงไปบนวัตถุเหล่านั้นด้วย(เพื่อเป็นการยืนยันถึงสถานะความเป็นศิลปะ เข้ามาแทนความเป็นเพียงแค่วัตถุ) การกระทำเช่นนี้ ได้สั่นสะเทือนแนวความคิดเกี่ยวกับมาตรฐานต่างๆของศิลปะอย่างมาก

    ด้วยความสนใจในนวัตกรรมต่างๆของเขา(และของศิลปินลัทธิ Dada คนอื่นๆ), บรรดาศิลปินและนักประพันธ์ทางด้านดนตรีเริ่มที่จะทำโทษหรือแก้แค้นความโกลาหลกันตามปกติด้วยขนบประเพณีของศิลปะ John Cage ได้เป็นแม่แบบของการฟื้นฟูอันนี้ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2. John Cage ได้ประพันธ์ดนตรีขึ้นมาบนรากฐานของการโยนไม้อี้จิง(ไม้อี้จิง เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการเสี่ยงทายชนิดหนึ่งของจีน) ซึ่งได้สร้างสรรค์ดนตรีที่เป็นไปตามดวงขึ้นมา(aleatory music – ดนตรีตามยถากรรมหรือตามความบังเอิญ) เขาได้จัดงานคอนเสริทกลางแจ้งขึ้น ซึ่งผู้ฟังได้รับการเชื้อเชิญให้นำเอาวิทยุทรานซิสเตอร์มา และให้เปิดมันดังที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ไม่ว่าจะสถานีใดก็ตามที่ผู้ฟังต้องการ เพื่อให้มันสร้างเสียงดนตรีขึ้นมา.

    ยังมีวิธีการทางวรรณกรรมอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งได้เป็นการขยายสื่อใหม่ๆออกไปอันถือได้ว่าเป็นนวัตกรรมใหม่ของวรรณคดี. Dadist Tristan Tzara, ผู้ซึ่งเขียนบทกวีโดยการโยนคำที่ได้ตัดมาจากหนังสือพิมพ์ต่างๆขึ้นไปบนอากาศแล้วปล่อยให้มันตกลงมา จากนั้นเขาก็จะแปะตัวพิมพ์คำเหล่านั้นเข้าด้วยกันตามที่มันล่วงหล่นลงมา (โดยไม่คำนึงถึงไวยกรณ์)(Zolberg, 1990).

    จากบทความสังคมวิทยาศิลปะ เว็ปไซค์ของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน


    ศิลปินคนสำคัญในกลุ่ม ดาด้า ที่ได้พลิกโฉมวิธีคิดและการทำงานศิลปะในคริสต์ศตวรรษที่ 20 อย่างถอนรากถอนโคน นั่นคือ มาร์เซล ดูชองป์ (Marcel Ducham) เขาเป็นคนที่ทำให้ วัสดุสำเร็จรูป ได้แจ้งเกิดในวงการศิลปะ อาจจะพูดได้ว่าเขาเป็นคนที่ปล่อยให้ศิลปะหลุดออกไปจากความสวยงามและงานฝีมือแบบเดิมๆ แล้วก้าวเข้าสู่ศิลปะที่เป็น รูป และ ความงาม ของ ความคิด


    พวก Dada ที่พยายามจะเสนอผลงานศิลปะในแนวที่ anti-reason แล้วหยิบเอาเรื่องของความไร้สาระมาพูด มันสนุกดี ต่อต้านเลย. อันนี้เป็นการพยายามที่จะทำให้ศิลปะหลุดพ้นจากกรอบที่บอกว่าต้องมีเหตุผลตายตัว จะต้องสร้างอะไรที่ดี


    Dada ลัทธินี้กำเนิดที่ซูริค เป็นลัทธิที่เกิดขึ้นมาเพราะความขัดแย้ง เช่น ความขัดแย้งในเรื่องเชื้อชาติและเศรษฐกิจ ทำให้เกิดสงคราม จึงเกิดการต่อต้านโดยแสดงออกในรูปแบบของศิลปะที่ต่อต้านทุกอย่าง ผลงานจึงมีลักษณะแปลกมากกว่าความงาม บางชิ้นอาจมีลักษณะน่าเกลียดเพื่อเตือนใจมนุษย์ให้นึกถึงผลร้ายของสงครามและภัยของวัตถุนิยม ปรัชญาของลัทธิอยู่ที่การยอมรับในสิ่งที่ตนเห็นแล้วแสดงออกมาในรูปของการเสียดสี เยาะเย้ยอย่างสนุกสนาน จึงเป็นการมองในแง่มุมกลับของค่านิยมต่าง ๆ ซึ่งเคยยึดถือกันมา


    September, 2005

    สิ่งที่น่าจะพูด

     
     
     
     
     
     
     
     
    .
     
     
     
     
     
     
    บางที
     
    สิ่ง
     
    ที่
     
    น่าจะพูด
     
    ที่สุด
     
    ใน
     
    ขณะ
     
    นี้
     
    คือ
     
     
     
     
     
     
     
     
     
    .
     
     
     
     
     
     
     
     
     
    ความเงียบ
     
     
     
     
     
     
     '
     
    '
     
     
    '
     
     
     
    '
     
     
    September, 2005

    คุณกำลังเปิดเพลงของใคร




    Cuban pianist Rubén González has lived through this century's greatest musical windstorms, from the emergence of son to salsa to Latin Jazz and more. Born in 1919, González also retired from playing professionally years before this, his debut CD, was even recorded. He reemerged in 1996 when World Circuit stopped in Cuba to record for several days. He ended up making a thrilling debut. This impromptu CD was cut in a day, and its limber vibe shines for all its uptempo looseness. González plays a rainbow of Cuban rhythms and prods his percussionists and lone trumpeter to great depths of conversation and great heights of flash. --Andrew Bartlett


    วันนี้อ่านหนังสือเล่มนึงเล่นๆ อ่านผ่านๆ จนมาสะดุดกับประโยคนี้..

    > อัลบั้ม Introducing... Ruben Gonzalez<

    มีพนักงานร้านขายซีดีแห่งหนึ่ง เขียนบนเว็บไซด์ amazon.com ว่าเขาหยิบอัลบั้มนี้เปิดในร้าน ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง ก็มีแฟนเพลงอย่างน้อย 12 คนที่อายุแตกต่างกัน เดินมาถามว่า คุณกำลังเปิดเพลงของใครรึ?

    เหตุการณ์แบบนี้มิได้เกิดขึ้นง่ายๆ อย่างแน่นอน

    ชักเริ่มสนใจตงิดๆขึ้นมาแล้ว..

    อ่านต่อๆมาหนังสือเค้าก้ยังบอกว่า รูเบน กอนซาเลซเสียชีวิตไปแล้วตั้งแต่เดือนธันวาคม ปี 2003 ด้วยวัย 84 ปี เขาคือมนุษย์ที่ราย คูเดอร์ (เป็นนักกีตาร์ที่มีชื่อเสียงอีกท่านนึง) ให้คำจำกัดความว่า "นักเปียโนที่เก่งที่สุดที่ผมเคยรู้จัก"

    ว่ากันว่า กอนซาเลซจะเล่นเปียโนด้วยลีลาที่ผ่อนคลายและเต็มไปด้วยความสุข ซึ่งมันล้นหลามจนคนฟังมีความสุขไปด้วย

    เขียนมาถึงตรงนี้ ผมขอสารภาพว่าผมยังไม่เคยได้ยลยิน เสียงเปียโนของปู่กอนซาเลซที่เค้าร่ำลือกันเลย

    ผมขอเวลาไปมุดกูเกิลดูซักครู่..เพื่อความกระจ่าง

    (ลองฟังเพลงกดที่นี่คับ)

    อ่ะนะ.. ผมได้ลองฟังเพลงดูแล้ว (บางส่วนที่เค้าให้ฟังนั่นแหละ) ได้เห็นรูปหลายๆรูปของแกด้วย ทึ่งๆ และนับถืออ่ะ อายุขนาดนั้นยังเล่นดนตรี ยังออกอัลบั้ม ผมยังนึกไม่ออกเลยว่าถ้าเราแก่ตัวลงไป เราจะมีพลังงานขนาดแกมั้ย

    อายุขนาดนี้ถ้าเป็นแถวบ้านเราคงนอนให้ลูกหลานเขี่ยเล่น ตามประสาคนไม่รู้จะทำไรในตอนแก่ แต่ผมเห็นแล้วรู้สึกละอายใจนะ รู้สึกว่าทุกวันนี้ยังไม่ค่อยพยายามจะทำอะไรกะเค้าเลย เหอะๆ เห็นพลังของแกขนาดนี้ เห็นผลงานของแกขนาดนี้

    รู้สึกว่าเราต้องลงมือทำอะไรให้จริงจังบ้างละ (เช่นเล่นตีปังย่า.. แป่ว) อย่างน้อยๆตอน 70 -80 จะได้เท่ห์อย่างแกบ้าง.. (หูยย)

    (เอ่อใครมีวิธีเสิชหาเพลง หรือวิธีโหลดเพลงมาฟังดีๆ ช่วยแนะนำผมหน่อยนะครับ ผมยังหาฟังเต็มๆไม่ได้เลย...ขอบพระคุณๆล่วงหน้าอ่ะคับ)

     

    September, 2005

    เรียนรู้ที่จะทิ้ง


    motorcyclediaries


    "ผมเคยทำสารคดีเรื่องช่างแกะสลักชาวบราซิลคนหนึ่ง ที่เขียนหนังสือไม่เป็น อ่านหนังสือไม่ออก แต่เขาแกะไม้เป็นรูปสัตว์ได้เก่งจนน่าทึ่ง ผมถามเขา "คุณทำไม้นั่นให้เป็นยีราฟได้ยังไง" เขาตอบ "อ๋อง่ายมาก ผมหยิบไม้ขึ้นมา แล้วตรงไหนไม่ใช่ยีราฟ ผมก็แกะทิ่งไปเท่านั้นเอง"
    ..
    ผมเลยคิดได้ว่า นี่ก็คือหัวใจของการทำหนังเหมือนกัน...
    อะไรที่ไม่ใช่ ก็จงเรียนรู้ที่จะทิ้งมันไปซะ"
    วอลเตอร์ ซาลเลส
     

     
     
    WALTER SALLES Dirctor Filmography : Exposur (1991),Foreign Land (1996), Central Station (1998), Midnight (1998),Behind the son (2001),The Motorcycle Diaries (2004), Dark Water (2005), Paris,t'aime (2005)
    *ขโมยอ่านมาจาก bioscope 45| สิงหาคม 2548
     

    อ่านข้างบนแล้ว ผมรู้สึกงี้นะ อีตาช่างไม้ชาวบราซิลเนี่ย คำที่แกพูดออกมา " ตรงไหนไม่ใช่ยีราฟ ผมก็แกะทิ่งไปเท่านั้นเอง " ประโยคนี้มันแสดงออกมานะว่า ถึงแก(อีตาคนนี้) จะไม่ได้เรียนหนังสือ เขียนไม่ได้ อ่านไม่ได้ แต่แกพูดได้ และพูดได้ดีมากๆ จริงมั้ย คำพูดที่ดูง่ายๆของแก บ่งบอกถึงความเข้าใจในไม้ รู้ในศิลปะการแกะไม้ และเหนือไปกว่านั้น แกกำลังพูดถึงอีกด้านของการคิดด้วยซ้ำ เออยังไงน่ะเร๋อ..
    ปกติเวลาเรามีปัญหา หรือเราทำงานอะไรก้อตามที เรามักจะมองที่ปัญหาหรืองานแบบตรงๆ มองไปมองมาหลายๆหน บางปัญหาก็แก้ได้ แต่บางปัญหามองยังไงก็มองไม่เห็น แต่อีตาคนนี้ อีตาที่กำลังจะแกะไม้ให้เป็นยีราฟคนนี้ แกกลับมองว่า วิธีที่จะแกะยีราฟนั้นง่ายมาก แค่เราแกะส่วนที่ไม่ใช่ยีราฟออกไปนั่นเอง..
    นั่นหมายถึงว่าแกมองไปที่รอบๆของปัญหา ไม่มองที่ปัญหาโดยตรง แล้วแกก้อแก้ปัญหานั้นได้
    ผมว่าแกตอบกวนดี..ทำให้รู้สึกว่าบางทีน่าจะลองเอามาใช้ในชีวิตประจำวันได้บ้าง..
    ..
    ทีนี้มีอีกคนคืออีตาผู้กำกับ ที่เป็นคนเอาเรื่องนี้มาเล่า ก้อจับประเด็นมาใช้กับงานของแกได้ดี คือแกเป็นผู้กำกับหนัง แกคงมองเห็นว่า กระบวนการการทำหนังทุกวันนี้ มันมากเรื่องเข้าทุกทีในการผลิต หรือบทภาพยนต์บางทีก้อเยิ่นเย้อ ขยายนู่นนี้กันจนเลยเถิด เลยจากแก่นของเรื่องที่แท้จริง ผมชอบมากที่แกสรุปได้ว่า " อะไรที่ไม่ใช่ ก็จงเรียนรู้ที่จะทิ้งมันไปซะ " ยิ่งใหญ่มากนะครับคำนี้
    ใช้ได้กับหลายๆเรื่องในชีวิตทีเดียว ทั้งการทำงาน การดำเนินชีวิต ความรัก ใช้ได้เกือบทุกเรื่อง
    ผมว่าชีวิตประกอบไปด้วยเรื่องราว ข้าวของ ความรู้สึก หลายสิ่งมากมาย และในทั้งหมดนั้น ถ้าเรามีสมองและจิตใจที่แจ่มใสพอ เราจะเห็นได้นะครับว่า อะไรใช่ อะไรไม่ใช่ ขั้นต่อมาคือการทิ้ง นั่นคงเป็นเรื่องง่ายๆ..
    ..
    ปัญหาสำหรับวันนี้คือเรามีดวงตาที่สว่างพอจะเห็น อะไรใช่ อะไรไม่ใช่ ..ในชีวิตเรารึยังคับ
    ผมว่านี่แหละยากสุด.. หรือต้องให้อีตาช่างไม้ชาวบราซิลคนนั้น มาแกะชีวิตส่วนที่ไม่ใช่ออกซะที..ดีมั้ย
     
     
     
    September, 2005

    ...

     
     
     
     
     
     
    ผม ติด อยู่ ใน โลก ปัง ย่า
     
     
     
     
     
     
    และ กำ ลัง หา ทาง ออก มา
     
    อยู่ คับ
     
     
     
     
     
     
     
    ..
    September, 2005

    ผมคือกู

     

     
     
    "ผมคิดว่า "ความจริง" คือสิ่งสำคัญที่สุด เพราะเมื่อผมปล่อยไอเดียให้ไหลออกจากสมองลงสู่มือ ขณะที่กำลังนำพาตัวละครโลดแล่นไปมาบนหน้ากระดาษนั้น ผมไม่สามารถโกหกได้ ตัวละครจะทำอะไรๆ ก็แต่เฉพาะสิ่งที่เป็นจริงสำหรับตัวเขาหรือเธอเท่านั้น ซึ่งความจริงแบบนี้แหละคือสิ่งที่ผมไม่เจอในหนังฮอลิวู้ดส่วนใหญ่ เราเจอแต่ตัวละครที่โกหกหลอกลวงตลอดเวลา พวกเขาไม่กล้าให้ตัวละครทำแบบนั้นแบบนี้ เพราะมันอาจจะมีผลกระทบต่อสังคมหรือคนดูหรือศีลธรรมยังงี้ยังโง้น .. ซึ่งผมไม่สนหรอก สำหรับผมแล้ว ตัวละครไม่สามารถทำอะไรที่เรียกว่าดีหรือเลวได้ แต่พวกเขาจะทำเพียงสิ่งที่ "จริง" หรือ "ไม่จริง" สำหรับตัวเขาเท่านั้น ! "
     
     
    เควนติน ทารันติโน่,ผู้เขียนบท-กำกับ Reservoir Dogs, Pulp Fiction,Jackie Brown  และ Kill Bill | Bioscope 45 p.093
     

                        
     

     

    นิดนึง(เผื่องง)ผมว่านะ พี่เควนตินแกกำลังจะบอกเราว่า เวลาแกเขียนบทหนังละเม็งละคร อะไรของแกเนี่ยอ่ะ แกเคารพความจริงเป็นที่สุด ตัวละครของแกจะต้องแสดงออกไปตามสันดานหรือบุคลิกของตัวนั้นๆ โดยไม่แสแสร้ง โดยไม่ต้องคำนึงถึงหรือจำเป็นจะต้องมีศีลธรรมมากำกับ (คือเป็นไงก้อเป็นยังงั้น)
    ..
    คือพี่แกเป็นคนอย่างนี้ แกคงเบื่อๆความเฟกของหนังฮอลิวู้ด (ส่วนหย่ายยย) เต็มที เพราะฉะนั้นในหนังเรื่อง  Reservoir Dogs ตัวร้ายของเรื่องคนนึงจึงสามารถเฉือนหูตำรวจได้... สดๆนิ่งๆเลย ..คนดูถึงกะพูดไรไม่ออก ถ้าเราคิดโดยวิธีปกติเราคงคิดไม่ออกแน่ๆ ผมเดาว่าในเมื่อตัวละครเป็นโจร การแสดงออกก้อเลยเป็นแบบนั้นได้(แต่ในเรื่องมันมีภูมิหลังบวกเข้าไปด้วยคือมันเพิ่งออกจากคุกมานั่นเอง)
    ..

     (ต่อ)
    หลายๆครั้งเหมือนกันที่เวลาผมอ่านอะไรในหนังสือ หรือดูอะไรในทีวี ในหลายๆครั้งนั้นผมก็รู้สึกเบื่อๆเอียนๆกับการเขียนหรือพูดหล่อๆ ดูดีซะเหลือเกิน ก็เข้าใจว่ามันเป็นพื้นที่สาธารณ คนเราก้อคงต้องสุภาพกัน เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต
    แต่คุณว่ามั้ยบางทีการทำอะไรบ่อยๆ มันก็ทำให้เรากลายเป็นสิ่งนั้นเข้าทุกที เราหลอกบ่อยๆ ในที่สุดเราก้อเป็นนักหลอกลวงมืออาชีพ เข้าสักวันจนได้..
    หรือเรื่องใกล้ๆตัวเกี่ยวกับการเขียนเสปช หรือบล็อคไดอารี่นี่แหละ ผมชอบอ่านของหลายๆคนทีเดียว ชอบที่เค้าใช้ภาษาที่ดูไม่สุภาพนัก (ถ้าคิดมาก) เช่นกู มึง เชี๊ย สาดด ทำนองนี้ ผมอ่านแล้วรู้สึกว่าเหมือนคุยกับเพื่อน เหมือนเมาอยู่กับน้อง รู้สึกเป็นกันเอง ไม่เคยรู้สึกว่ามันหยาบตรงไหนเลย แต่ก็เดาว่าหลายๆคนคงไม่ชอบภาษาแบบนั้นเหมือนกัน (หรือส่วนใหญ่หว่า..)
    ในทางกลับกัน ผมว่ายิ่งโลกเราดัจจริตกันในเรื่องวัฒนธรรมในการใช้ภาษามากขึ้นเท่าไหร่ ภาษาที่ง่ายๆดิบๆก็ยังแอบมีชีวิตยืนยาวมากขึ้นเท่านั้น เพราะลึกๆแล้วเราคงไม่พูดสุภาพมากๆกับเพื่อนของเรา พูดหล่อๆเท่ห์ๆกับคนที่สนิทกับเรา คล้ายๆกับว่า ... (ตัวอย่าง) เชี้ยย แม่งง.. เมิงคุยสุภาพยังงี้กะกู เมิงอย่าคุยกะกูดีกว่า..
    แต่เรื่องที่ไม่ตลกในตอนนี้ก็คือ..
    ผมก็กำลังตกอยู่ในกระแสของการพูดให้ดูดีในที่สาธาณเหมือนกัน วิจารณ์เค้าแล้วก็เป็นเอง
    คุณ(มึง)สงสัยเหมือนกับผม(กู)มั้ย..ว่าเสปชมันเป็นพื้นที่ส่วนตัว(ส่วนกู) หรือมันเป็นพื้นที่สาธารณกันแน่(วะ)
    ..
    ผม(กู)ว่า..มันก้ำกึ่งนะ..คุณ(มึง)ว่าไงครับ...!!!
    ..
    ขำๆนะ อย่าว่ากัน ..อิอิ
     
     
     
     
    September, 2005

    วางสมองไว้บนพื้นปูนขัด

     
     
     
     
    ...
    เป็นไปได้ไหม
    ถ้าเราจะเริ่มต้นเดินทาง
    โดยปราศจากจุดมุ่งหมาย
    ขับเคลื่อนไปในทิศทางที่ว่างเปล่า
    ..
    บนกระดาษขาวตุ่นๆ
    โยนบางเส้นลงไป
    ขูดขีดหลายๆเส้นให้หนาทึบ
    ให้เขาคุยกัน..หยอกล้อกัน
    ..
    หลายๆอย่างน่าจะอยู่กันไม่ได้
    ได้แต่จ้องตากันปริบๆ
    จากเส้นที่ขัดเขินเมื่อแรกพบ
    กลายเป็นเส้นที่หยอกล้อต่อกระซิก
    ..
    ลบบางเส้นที่ยุ่งเหยิง
    ด้วยการลบที่ยุ่งกว่า
    กลบบางสีที่เด่นโดด
    ด้วยบางสีที่เงียบงาม
    ..
    ขูดขีดรูปร่างเป็นสัตว์ไม่มีชื่อ
    เขี่ยๆอย่าไปตั้งใจ
    เวลาเรายิ้มเราไม่ต้องเกร็ง
    หัวเราะก็ได้..เพราะนี่วาดเล่นๆ
    ..
    ชีวิตไม่มีถูกผิด
    ปรุงแต่ง ลิ้นชิม เติมเพิ่ม
    ด้วยใจขณะนั้น
    สด ดิบ สด ดิบ สนุกกับมัน
    ..
    วางแผนคร่าวๆ แล้วเดิน
    ไม่คาดหวังสิ่งใด
    แต่ตั้งใจเล่นให้สนุก
    ปล่อยให้ใจใช้ชีวิตบ้าง
    ..
    วางสมองไว้บนพื้นปูนขัด
    แล้วเอาเท้าสะอาดเขี่ยเล่น
    อย่ามาบงการอะไรฉัน
    วันนี้ให้แกว่างซักหนึ่งวัน
    ..
     
     
     
     
     
     
     
     
    September, 2005

    เคยคิดบ้างมั้ย


     
    เคยมองนก
    แล้วอยากบินได้บ้างมั้ย
    ..
    เคยมองปลา
    แล้วอยากว่ายน้ำได้บ้างรึเปล่า
    ..
    ..
    แล้วเคยคิดบ้างมั้ย
    ..
    ..
    ว่าปลากับนก
    ..
    อิจฉาคนแค่ไหน
    ..
    (บทสนทนาบางส่วนจากการ์ตูนเรื่องรถไฟ โดย วิศุทธิ์ พรนิมิตร | open house 6)

     
    ทำเป็นเล่นไป.. มนุษย์ไม่ใช่สิ่งโง่ๆนะ.. มันรู้จักคิดอยู่พอสมควร
    เพียงแต่ในหลายๆครั้ง มนุษย์มันก็คิดกันจนเกินเลย..
    เราชอบที่วิศุทธิ์ เค้าคิดถึงประโยคง่ายๆพวกนี้..
    อ่านแล้วรู้สึกว่า ทุกๆอย่างมีค่าในตัวเอง
    ขอเพียงแต่หาสิ่งที่มีค่าของเราให้เจอ(อย่าควาย.. )
    ..
    (ขอโทษควาย 1 ที) บางทีผมเห็นหลายๆคนสับสนกันเหลือเกิน(เห็นแล้วเซ็ง)
    ราวกับว่าตื่นเช้าขึ้นมา กรูจะตั้งใจสับสน
    ไม่ทงไม่ทำไรแล้วทั้งสิ้น..
    พอสายๆก็มึนงงกับชีวิต ทำไรก็ไม่ถูก ไม่กล้า
    จนกระทั่งจะนอนแล้วก็นอนไม่หลับ..
    ..
    เรื่องของเรื่องก็คือเรามัวแต่ไปรู้เรื่องอื่นๆรอบๆตัวซะทุกเรื่อง
    แต่เรื่องที่ใกล้ๆตัวมากๆ นั่นคือตัวเราเอง
    เรากลับไม่รู้อะไรเลย
    ไม่รู้ว่าตัวเองมีดียังไง
    ไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไร
    ไม่รู้ว่าตัวเองอยากจะเป็นอะไร
    ..
    ผมว่านะ.ถ้าเราหันกลับมาทำความรู้จักตัวเอง
    รู้สึกถึงคุณค่าความเป็นมนุษย์
    รู้ซักนิดว่าการเป็นมนุษย์นั้นมีค่ามากๆ
    และมนุษย์แต่ละคนก็มีคุณสมบัติที่แตกต่างกัน
    แต่ก็มีคุณค่าในตัวเองทั้งนั้น
    ..
    แล้วลองลงมือ ลงมือทำอะไรที่เราชอบ
    ทำอะไรที่เรารัก
    ทำแบบไม่เคร่งเครียด เล่นๆแต่เอาจริง
    อย่าหลีกเลี่ยงที่จะมุ่งมั่นอะไร
    ด้วยเหตุผลฟายๆ ว่ากรูไม่เก่ง
    ..
    มองคนอื่นๆอย่างอิจฉา..ให้น้อยลง
    ลดความคิดที่ชอบบอกตัวเองว่าทำไม่ได้
    ลองทำดู..แม้ว่าเป็นเพียงเรื่องเล็กๆ
    เพราะว่า..
    เรื่องใหญ่ๆทั้งหลายแหล่บนโลกนี้
    มันก็เริ่มมาจากการเริ่มเล็กๆ
    ของคนตัวเล็กๆ..ทั้งนั้น
    ..
     
    (ขอบคุณ วิศุทธิ์ พรนิมิตร คนเขียนการ์ตูนที่ไม่ธรรมดา)
     
     
     
    September, 2005

    ศิลปะ

     
     
     
     
     
    ..
     
     
     
     
    การ ดอง เสปช เป็น ศิล ปะ อย่าง หนึ่ง
     
     
     
     
    ..
     
     
     
     
     
     
     
    ..
     
     
     
    เรา จะ ต่อ สู้ เรื่อง นี้ ให้ ถึง ที่ สุด
     
     
     
    ..
     
     
     
    จะ ไม่ มี การ ยอม ความ ใด ใด
     
     
     
    September, 2005

    อยากเขียนอะไรต่ออีกสักนิด..

    เนื่องจากอ่านเรื่องของนายนีลส์ โบร์ จากข้างล่าง เลยทำให้ผมอยากเขียนอะไรต่ออีกสักนิด..
     
    • ครั้งแรกที่อ่าน หูย..เพิ่งรู้ว่านักฟิสิกส์ ก้อ...ก้อ...กวนตรีนเป็นเหมือนกานน
    • แค่คำตอบแรกที่ทำให้เค้าสอบตก ผมก้อว่ามานต้องเป็นตัวแสบแน่ๆตอบแบบนี้.. ชอบมาก
    • อาจารย์(คงเป็นแบบนี้ทั่วโลก) ก็อยากให้ตอบให้ถูกขนบแบบแผน คือมันตอบได้ง่ายๆ ก็ทำให้มันตอบยากๆเข้าไว้
    • คล้ายๆกะนักวิชาการบ้านเราจริงๆ.. ตอบคำถามไรทีก้อพูดให้มันดูยาก เขียนไรตามหนังสือ ก็ดูอลัง..ทั้งๆที่บางอย่างควรอธิบายให้เข้าใจ กลับอธิบายร้อยแปด ที่ทำให้เราไม่เข้าใจ ข้อนี้เป็นกันเยอะ..
    • หลังจากคณะอาจารย์ไม่ขำกะมุขของนีล โบร์ ซึ่งกะไว้ว่าฮากลิ้ง กลับกลายเป็นว่ามุขผูกเชือกห้อยบารอมิเตอร์นั้น.....แป๊ก !!!
    • การสอบใหม่เฮียนีลส์ ยังกวนทรีนได้อีกครั้ง ด้วยการนิ่ง 3 นาที ไม่ยอมเขียนคำตอบ..
    • และแล้วคำตอบก็พรั่งพรู ออกมาราวกับบิ๊กแบงค์ (ไม่ค่อยเข้าใจหรอกบิ๊กแบงค์นี่ แต่เปรียบเทียบแล้วดูเกร๋น่ะ) เฮียแกซัดคำตอบซะอาจารย์ คงลงไปนอนชักแดดิ้น..
    • แต่ละคำตอบล้วนแต่ประชดประชันองค์ความรู้ คณาจารย์ผู้ทรงภูมิ ( ถ้าผมเป็นอาจารย์ในวันนั้น ผมคงลาออกง่ะ อายมาน) ไม่รู้จะทำเช่นไร เพราะคำตอบอันใหม่ๆ มันแสบกว่าอันแรกซะอีก
    • แล้วมันก็พิสูจน์ว่า เฮียเค้าเจ๋งจริง คำตอบมีมากกว่าที่อาจารย์คิดออกซะอีก
    • รู้สึกเลยว่า เวลาเรามีปัญหา เราคิดน้อยไปรึป่าว เราคิดตรงไปรึป่าว หรือเราสร้างคำตอบสำเร็จรูปไปรึป่าว
    • อย่าไปกลัวอาจารย์ เค้าแค่เรียนบางอย่างมาก่อนเท่านั้นเอง..ไม่ได้แปลว่าเค้าจะรู้ไปซะทุกเรื่อง..
    • และที่สำคัญ คนเก่งๆมีอารมขัน อารมขันนี่แหละผมว่าคือความคิดสร้างสรร
    • แต่ว่า..
    • อาจารย์เหล่านั้นยังสืบทายาท(อสูร) มาจนบัดนี้อีกมากมาย หาได้ตามร้านสะดวกซื้อ
    • แต่คนอย่างนีลส์ โบร์.. กลับเป็นยีนส์ที่ดื้อดึง ทำซ้ำยาก คงไม่ค่อยได้สืบทายาทฉลาดๆกวนๆแบบนี้นัก
    • เราก็เลยมีแต่อาจารย์ นักวิชาการ นักการมือง ทนายความ ที่ห้อยบารอมิเตอร์กันถ้วนหน้า..
    • เอ..วัง

    จากคนครับ

    ผู้เคยเรียนฟิสิกส์อย่างกระท่อนกระแท่น

    และได้เกรด 2 2 1 2 2 0 ตามลำดับ

    จนต้องไปเอ็นทรานส์สายศิลป์

    และนำความเสื่อมเสียให้กับวงการศิลปะจวบจนทุกวันนี้..

    September, 2005

    ช่วยบอกความสูงของตึกให้ผมที

     
    อ่านเจอมา
    แล้วอยากให้อ่านกันอีก
    ผมก๊อปเค้ามา
    แต่เค้าก้อบอกว่าเค้าก๊อปเวปอื่นและเวปนั้นก็ก๊อปเวปนู้นมาอีกที.. 55
    ...
    อ่านแล้วคิดได้หลายอย่างเชียว...ชอบ
    ผมเอามาจากคุณWoolfZ (ขอบคุณนะครับ)
    ..
    อ่ะ อ่านกัน

    โจทย์ข้อหนึ่งในข้อสอบวิชาฟิสิกส์ของมหาวิทยาลัยโคเปนเฮเกนมีดังนี้

    "จงอธิบายว่าท่านจะใช้บารอมิเตอร์วัดความสูงของตึกระฟ้าได้อย่างไร" 

    บารอมิเตอร์ (barometer) คืออะไร? บารอมิเตอร์นี่ก็คือเครื่องมือวัดความกดอากาศนั่นเอง (อธิบายเพิ่มเติม อากาศนั้นมันมีน้ำหนักหรือมีแรงกดนั่น และแรงกดของอากาศนั้นเมื่ออยู่ในระดับความสูงที่เปลี่ยนไป ความกดอากาศก็เปลี่ยนไปด้วย)

    นักศึกษาคนหนึ่งเขียนคำตอบลงไปว่า "เอาเชือกยาวๆ ผูกกับบารอมิเตอร์แล้วหย่อนลงมาจากยอดตึก แล้วก็เอาความยาวเชือกบวกความสูงบารอมิเตอร์ก็จะได้ความสูงของตึก"

    อาจารย์ตัดสินให้นักศึกษาคนนั้นสอบตก

    นักศึกษาผู้นั้นยืนยันต่ออาจารย์ที่ปรึกษาว่า คำตอบของเขาควรจะถูกต้องอย่างไม่มีข้อโต้แย้ง และคำตอบของเขาก็สามารถพิสูจน์ได้ทางวิทยาศาสตร์

    ทางมหาวิทยาลัยจึงตั้งกรรมการชุดหนึ่งมาตัดสินเรื่องนี้ และในที่สุดคณะกรรมการก็มีความเห็นตรงกันว่า คำตอบนั้นถูกต้องอย่างแน่นอน แต่เป็นคำตอบที่ไม่แสดงถึงความรู้ความสามารถทางฟิสิกส์ ดังนั้น เพื่อเป็นการแก้ข้อขัดแย้งที่เกิดขึ้น ทางคณะกรรมการจึงให้เรียกนักศึกษาคนนั้นมา แล้วให้สอบข้อสอบข้อนั้นอีกครั้งหนึ่งต่อหน้า โดยให้เวลาเพียง 6 นาที เท่ากับเวลาในการสอบข้อสอบเดิม เพื่อหาคำตอบที่แสดงให้เห็นถึงความรู้ทางด้านฟิสิกส์

    หลังจากผ่านไป 3 นาที นักศึกษาคนนั้นก็ยังนั่งนิ่งอยู่ กรรมการจึงเตือนว่า เวลาผ่านไปครึ่งหนึ่งแล้วจะไม่ตอบหรืออย่างไร

    นักศึกษาหัวรั้นจึงตอบว่า เขามีคำตอบมากมายที่เกี่ยวกับฟิสิกส์ แต่ไม่สามารถตัดสินใจได้ว่าจะใช้คำตอบไหนดี

    และเมื่อได้รับคำเตือนอีกครั้ง นักศึกษาจึงเขียนคำตอบลงไปดังนี้

    ให้เอาบารอมิเตอร์ขึ้นไปบนดาดฟ้าตึกและทิ้งลงมา จับเวลาจนถึงพื้น ความสูงของตึกหาได้จากสูตร H=0.5g*t ยกกำลัง 2

    หรือถ้าแดดแรงพอ ให้วัดความสูงบารอมิเตอร์แล้วก็วางบารอมิเตอร์ให้ตั้งฉากพื้นแล้ววัดความยาวของเงาบารอมอเตอร์ จากนั้นก็วัดความยาวของเงาตึก แล้วคิดด้วยตรีโกณมิติก็จะได้ความสูงของตึกโดยไม่ต้องขึ้นไปบนตึกด้วยซ้ำ

    หรือถ้าเกิดอยากใช้ความสามารถด้านวิทยาศาสตร์มากกว่านี้ ก็เอาเชือกเส้นสั้นๆ มาผูกกะบารอมิเตอร์แล้วแกว่งเหมือนลูกตุ้ม ตอนแรกก็แกว่งระดับพื้นดิน แล้วก็ไปแกว่งอีกทีบนดาดฟ้า ความสูงของตึกจะหาได้จาก ความแตกต่างของคาบการแกว่ง เนื่องจากความแตกต่างของแรงดึดดูดจากจุดศูนย์กลางของมวล คำนวณจาก T = 2 พายยกกำลัง 2* รากที่ 2 ของ l/g

    ถ้าตึกมีบันไดหนีไฟก็ง่ายๆ ก็เดินขึ้นไปเอาบารอมิเตอร์ทาบแล้วก็ทำเครื่องหมายไปเรื่อยๆ จนถึงยอดตึก นับไว้คูณด้วยความสูงของบารอมิเตอร์ก็ได้ความสูงตึก

    แต่ถ้าคุณเป็นคนที่น่าเบื่อและยึดถือตามแบบแผนจำเจซ้ำซาก คุณก็เอาบารอมิเตอร์วัดความดันอากาศที่พื้นและที่ยอดตึก คำนวณความแตกต่างของความดันก็จะได้ความสูง

    ส่วนวิธีสุดท้ายง่ายและตรงไปตรงมาก็คือ ไปเคาะประตูห้องภารโรง แล้วบอกว่า อยากได้บารอมิเตอร์สวยๆ ใหม่เอี่ยมสักอันไหม ช่วยบอกความสูงของตึกให้ผมทีแล้วผมจะยกให้

    นักศึกษาคนนั้นคือ
    นีลส์ โบร์ ผู้ได้รางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ในปีค.ศ.1922

     คือใคร (คลิ๊กดูนะ) 
    คนที่เรียนฟิสิกส์อะตอมคงรู้จักกันดี

     

    ไงล่ะคับ..อ่านแล้วเป็นไง.. ผมชอบมากเลยนะเรื่องนี้

    September, 2005

    โลกนี้ยังน่ารักอยู่..ว่ามั้ย

     
    ระหว่างจุดสองจุด
    มีอะไรที่มองไม่เห็น..เชื่อมโยงอยู่
    เป็นเส้นสัมพันธ์เล็กๆ
    ลากถึงกันในเสปช
     
    เวลาเข้ามาเล่น อ่าน หรือพิมพ์อะไรในนี้
    ทำให้รู้สึกถึงสายสัมพันธ์แบบนั้น
    เป็นความอบอุ่นที่เกิดขึ้นในสังคมเล็กๆ
    ท่ามกลางความเป็นเมือง
    ท่ามกลางการช่วงชิงแข่งขันในสังคมจริงๆ
     
    กลับมีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่
    กลับมีการแบ่งปันความคิด ความรู้สึก
    มีการแลกเปลี่ยนประสพการณ์
     
    ลองเล่นมาซักระยะนึง..
    มีหลายๆอย่างเกิดขึ้นได้..อย่างไม่น่าเชื่อ
    อย่างน้อยๆ..
    โลกก็ไม่ได้เลวร้าย..อย่างที่หลายๆคนคิด
    ยังมีด้านดีๆของมนุษย์
    ที่แสดงออกต่อมนุษย์ด้วยกัน
     
    เวลาอยู่ในนี้
    เรารู้สึกว่าโลกเราอุ่นขึ้น
    เรายังหวังในโลกนี้ได้
    ท่ามกลางข่าวร้ายของสังคม
     
    ท่ามกลางความร้อนระอุบนสื่อต่างๆ
    ยังมีสังคมที่อบอุ่น..
    ที่ไม่เป็นข่าว
    สังคมที่ซ่อนตัวอยู่ในมอนิเตอร์
    มอนิเตอร์ที่ซุกอยู่ในห้องนอน
     
    ห้องนอนที่ซ่อนมนุษย์
    มนุษย์ที่ใส่ชุดนอน..
    ได้คุยกัน
    ได้คิดถึงกัน
    ได้แลกเปลี่ยนกัน
    จากจุดๆหนึ่ง.. โยงไปอีกจุดหนึ่ง
     
    จากชายชุดนอน
    ไปหาเด็กเสื้อกล้าม
    ไปหาสาวเสื้อยืด
    ไปหาหนุ่มเนคไท
    ไปหาชายใส่สูท
    กลับไปหาเด็กขาสั้น
     
    ระหว่างจุดสองจุด
    มีอะไรที่มองไม่เห็น..เชื่อมโยงอยู่
    เป็นเส้นสัมพันธ์เล็กๆ
    ลากถึงกันในเสปช
     
    โลกนี้ยังน่ารักอยู่..ว่ามั้ย
    August, 2005

    เพียง แค่ เรา เห็น

     
    What a Wonderful World
    Louis Aramstrong

    I see trees of green .......... red roses too
    I see 'em bloom...... for me and for you
    And I think to myself.... what a wonderful world.
     
     I see skies of blue.... clouds of white
    Bright blessed days.... dark sacred nights
    And I think to myself.... what a wonderful world.
     
    The colours of a rainbow.... so pretty .. in the sky
    Are also on the faces....of people ..going by
    I see friends  shaking hands....sayin' .. how do you do
    Thay're really sayin' .....i love you.
     
    I heat babies cry.... I watch them grow
    They'll learn much more.... than I never know
    And I think to myself.... what a wonderful world.
     
    (instrumental break)
    The colours of a rainbow.... so pretty .. in the sky
    Are also on the faces....of people ..going by
    I see friends  shaking hands....sayin' .. how do you do
    Thay're really sayin' ..... *spoken*(I.... love.... you)
     
    I heat babies cry.... I watch them grow
    *spoken*(you know their gonna learn
    A whole lot more than I'll never know)
    And I think to myself.... what a wonderful world
    Yes I think to myself.... what a wonderful world... oh yes

     
    ( วัน นี้ ใคร เข้า มา ก็ ฟัง เพลง กะ อ่าน เนื้อ ร้อง ไป ด้วย นะ  .. พรุ่ง นี้ จะ มา เคาะ ต่อ คับ ) 
     

     
    เพลงบางเพลง
    ฟังบ่อยๆจนชินหู
    แต่ไม่รู้ในรายละเอียดมากนัก
    รู้แต่ว่าเสียงเฮีย เค้าทุ้มๆแหบๆต่ำๆ
    เพราะ พิลึกๆ..
    เพิ่งมีโอกาสเห็นเนื้อร้อง
    รู้สึกแปลกใจ แปลกใจในเนื้อหา
    ..
    โลกที่น่าอยู่
    เป็นเพียงเรื่องง่ายๆ
    มองเห็นต้นไม้ ท้องฟ้า กลางวันกลางคืน
    เป็นอย่างที่มันเคยเป็น
    เห็นคนทักทายกัน เสียงเด็กร้อง
    สงบ งาม ง่าย
    ..
    เพลงดีๆ
    ร้องคลอๆ
    เสียงลึกๆออกมาจากข้างใน
    เนื้อเพลงเรียบง่าย
    ราวกับว่า
    ..
    จริงๆแล้วโลกที่งดงาม
    ก็คือโลกที่เรา
    อยู่กันอย่างปกตินี่เอง
    เพียงแค่..
    เพียงแค่ เรา เห็น มัน
    เพียงแค่ เรา เห็น มัน
     
     
     
    August, 2005

    จุดเล็กๆจุดนั้น

    .
    จุด
    เล็กๆ
    .....
    เดินเรียงกัน
    เป็นเส้น
    เส้น เส้น เส้น เส้น
    ลาก เล่น เลื้อย
    กลายเป็นรูป
     
    รูป รูป รูป ..ลูบ 
    ลูบ ลบ ให้เกิดรอย
    รอย ร้อยหลากหลายรูป
    เล่า เรื่องราว
    เรียงราย
    หลายๆเล่ม
     
    กระทั่ง
    หลายๆคนลืม
    .
    จุดเล็กๆ
    ที่สมถะ
    .
    เล็กๆ
    ที่สงบงาม
    .
    แห่งการเริ่มต้น
     
    เราเดินห่าง
    จากจุดนั้น
    ชีวิตสร้างเรื่องราว
    สังคมปรุงแต่งเพิ่ม
    ใส่สี เพิ่มสัน
     
    และในวันที่ชีวิตเริ่มล้น
    และพอกพูนหนา
    ด้วยคุณค่าต่างๆห่อหุ้ม
     
    หยุด
    หยุด
    หยุด
     
    ทบทวนซักนิด
    ลดขนาดชีวิต
    ตัดทอนความต้องการ
    เฉือนสิ่งปลอมปน
    ออกซะ
     
    ลืมรูปทรง
    ปลดปล่อยรูปร่าง
    ลบออกแม้กระทั่งเส้น
    กลาย
    เป็น
    เพียง
    .
    .
    .
    จุดที่
    บาง
    บาง
    เบา
    เบา
    เบา
    .
    นั้น
     
    August, 2005

    ใช้ชีวิตอย่างที่ชีวิตควรจะเป็น

    ไม่ได้ใช้คอมพิวเตอร์มาหลายวัน ด้วยสาเหตุหลบลี้ภัยธรรมมชาติ

    ฟ้าฝนกระหน่ำ ไม่ทันได้ถามชื่อ แซ่

    ยังดีที่ไม่เป็นไรมาก

    มือไม่ได้แตะคอม สัมผัสเมาส์

    เพราะต้องเคลื่อนย้ายหลบกายให้ปลอดภัย

     

    ..............

     

    เห็นท้องฟ้า ท้องน้ำวันนั้น

    บอกได้สั้นๆว่าเรา เป็นเพียงจุดเล็กๆบนโลกนี้

    เบื้องบนจะเสกให้หายแว๊ป ไปเมื่อไหร่ก็ไม่รู้

    ชีวิตเป็นแค่รอยต่อของการเกิดและความตาย

    ก็ชีวิตห่วยๆ ดีๆ ของเราๆท่านๆ นี่แหละ

     

    ..............

     

    เวลาสั้นๆที่ได้อยู่ได้อาศัยบนโลกนี้

    เล่น เรียน รู้ ให้เต็มที่

    เอาให้เละ หรือให้ลุ กันไปข้างนึง

    วันที่ชีวิตใกล้กับความตาย

    เราก็ต่างขอเพียงชีวิตรอด

     

    ...............

     

    แต่เมื่อชีวิตรอด เวลาที่เหลือคืออะไร

    แม้ไม่ค่อยเห็นดีงามนักกับการบ้าทำงาน

    หรือคลั่งกับความสำเร็จ

    แต่ก็ไม่เคยเห็นด้วยการการมีชีวิตเรื่อยเปื่อยเหมือนกัน

    มนุษย์ถูกกำหนดเวลามาแล้ว เพียงแต่ไม่รู้ว่ามีเท่าไหร่แน่

     

    ..............

     

    เราหมายถึงเวลาที่จะมีชีวิตอยู่

    ช่วงเวลาที่ไม่แน่ว่าสั้นหรือยาวนี่แหละ

    เรา คุณ ผม ท่าน

    ได้ใช้ชีวิตอย่างที่ชีวิตควรจะเป็น

    รึยัง..

    August, 2005

    ยังพอมีซอยซอกให้อากาศย่ำเดิน

     
    ห้องประชุมที่อึดอัด บางคนเลือกที่จะเดินออกมาสูบบุหรี่เงียบๆที่บันได
    ห้องเรียนที่น่าเบื่อ เด็กบางคนเลือกที่จะหันหลังให้กระดานดำ
    ในห้องแสดงภาพเขียน ส่วนที่งดงามกลับเป็นเพียงผนังที่เกลี้ยงเกลา
    ศิลปินโง่เขลา กำลังทำลายความว่างของกระดาษด้วยอัตตาที่อัดแน่น
     
    .....
     
    ท่ามกลางประโยคที่ยิ่งใหญ่ มีช่องว่างเล็กๆที่เรียกว่าเว้นวรรค
    บทความที่เต็มไปด้วยสาระ ยังต้องมีการย่อหน้าที่น่าสนใจ
    มีบางอย่างที่ดูเหมือนไม่สลักสำคัญ ดำรงอยู่อย่างเงียบๆ
    แอบแทรกตัว อย่างไร้รูปรอย
     
    .....
     
    ละครห่วยๆช่วงหัวค่ำ ปลอบประโลมชีวิตหนักอึ้งในกลางวัน
    ตลกเก่าๆซ้ำๆยามบ่าย ยังพอเรียกรอยยิ้มเล็กๆก่อนถอนลมหายใจ
    เรื่องเฮฮาในวงเหล้าช่วยยืดอายุนักดื่ม ให้ก้มหน้าเดินไปทำงานในวันพรุ่ง
    ท่ามกลางตึกสูงเสียด ยังพอมีซอยซอกให้อากาศย่ำเดิน
     
    .....
     
     
    บางครั้งเราก้อมุ่งมั่นกันเกินไป
    บางทีเราก้อคาดหวังกับทุกๆเรื่อง
    บางคราเราก็มัวแต่ดั้นด้นแสวงหา
    บางหนเราก็ล้น..กับชีวิต
     
    .....
     
    ลมหายใจสะอาดๆในที่โล่งๆ
    ห้องที่ไม่มีสมบัติอะไรเกินจำเป็น
    ร่างกายเดิมๆไม่มีอะไรต้องแต่งเติม
    หาที่ว่าง..ให้ความว่างเข้าครอบคลุม
     
    .....
     
    เดินเหยียบชีวิตไปวันวัน
    ผ่านลมหายใจถ่ายทิ้ง
    ไม่คาดหวังสิ่งใด
    ในหัวใจกลับเป็นสุข